ภารกิจของผู้มาเยือน คือนำกล้วย อาหารโปรดของช้างมาป้อนถึงที่.
อีกหนึ่งกระแสตอบรับจากกระแสท่องเที่ยวที่รับผิดชอบต่อสังคม ด้วยการเที่ยวไปพร้อมเป็นอาสาสมัครบำเพ้ญประโยชน์ไปในตัว...
เดี๋ยว
นี้การเดินทางท่องเที่ยว ไม่ได้แค่ไปเปลี่ยนที่กินที่นอนเหมือนแต่ก่อน
และก็ไม่ใช่แค่นึกอยากไปดูอะไรก็ออกไปดู
เพราะตอนนี้เริ่มมีการพูดถึงกระแสการท่องเที่ยวที่รับผิดชอบ (Responsible
Tourism) กันมากขึ้น รวมถึงการเที่ยวแบบ "อาสาสมัคร"
ไปทำประโยชน์ให้กับชุมชนที่ไปเยือน
ควบคู่ไปกับเรียนรู้วิถีความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่นนั้นๆ
อย่างเช่น
การมาเยือน ชุมชนบ้านไผ่น้อย และ ชุมชนบ้านไผ่ใหญ่ ต.หนองคู อ.ลำปลายมาศ
จ.บุรีรัมย์ ที่ตอนนี้กลายมาเป็น บ้านดูแลช้าง (วัยเกษียณ)
ด้วยความตั้งใจดีของชาวบ้านไผ่น้อยและบ้านไผ่ใหญ่
ที่เห็นความสำคัญและคุณค่าของสัตว์
คู่บ้านคู่เมืองไทยมายาวนาน
จึงร่วมกับมูลนิธิพาช้างกลับบ้านและสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน
ดำเนินการจัดหาช้างที่อยู่ในเกณฑ์ของโครงการพาช้างกลับบ้าน
แล้วนำกลับมาเลี้ยงไว้ในที่ที่เหมาะสม ...ซึ่งก็ได้แก่ "เกาะสวนสัตว์"
ภายในอุทยานลำ ปลายมาศ

นี่ไงพาหนะนำคนและของ(กิน)ไปหาช้าง.
การ เดินทางมาเยี่ยมเยือนชุมชนบ้านไผ่น้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หมู่ที่ 9 ซึ่งปัจจุบันเปิดรับนักท่องเที่ยวแบบอาสาสมัคร จัดที่พักในลักษณะโฮมสเตย์ ให้มาเรียนรู้การทำงานร่วมกันของคนในชุมชน และช่วยกันปลูกพืชที่เป็นอาหารของช้าง ที่ขณะนี้มีอยู่แล้วสองเชือก
แน่
นอน เมื่อถามถึงที่มาของช้าง ผู้ใหญ่บ้าน บ้านไผ่น้อย
บอกอย่างไม่อ้อมค้อมว่า
ความตั้งใจเดิมก็คืออยากได้ช้างในบุรีรัมย์หรือไม่ก็ถิ่นอีสาน
ที่ออกไปทำงานหนักและเหนื่อย ให้กลับมาอยู่อย่างสบายในบั้นปลายของชีวิต
โดยมีลูก หลานคอยดูแลเป็นเสมือนการทดแทนคุณ แต่เมื่อติดต่อไปยัง
"เจ้าของช้าง" ส่วนใหญ่ต่างส่ายหน้า ไม่อยากให้ช้างกลับมาบ้านในตอนนี้
เพราะยังสามารถนำออกไปหากิน ทำรายได้ให้กับเจ้าของอย่างเป็นกอบเป็นกำ
ส่วนจะไปทำอะไรนั้น คงต้องขอละไว้ในฐานที่ "ไม่เข้าใจ" ก็แล้วกัน
แล้วผู้ใหญ่บ้านก็เล่าอีกว่า เมื่อเป้าหมายเปลี่ยน แต่เจตนารมณ์

นั่งอีแต๊กมาดูช้างกับบรรยากาศแบบทุ่งๆ ของลำปลายมาศ.
ไม่ ผันแปร การหาช้างมาเข้าโครงการจึงต้องดั้นด้นออกไปนอกพื้นที่ จนไปลงตัวที่ "นกน้อย" หรือ เวโพ ช้างของชาวกะเหรี่ยง อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ ที่เจ้าของขายต่อให้ปางช้างแห่งหนึ่ง ไว้ใช้เป็นช้างบริการนักท่องเที่ยวเดินป่า แต่

หลังอิ่มจากมื้อเย็น ชาวบ้านจะจัดพิธีบายศรีรับขวัญผู้มาเยือนตามธรรมเนียมพื้นถิ่น.
ตลอด ช่วงอายุของ เวโพ ต้องทำงานหนัก พักผ่อนน้อย เพื่อแลกกับอาหารประทังชีพที่ไม่ค่อยจะเพียงพอเท่าใดนัก ทำให้ร่างกายซูบผอม จนเตะตาเจ้าหน้าที่มูลนิธิพาช้างกลับบ้านเข้าอย่างจัง ด้วยอายุมากถึง 60 ปี มูลนิธิฯจึงไปขอซื้อมาด้วยเงินจากกองทุนธนาคารหมู่บ้านไผ่น้อย 4 แสนบาท และเงินบริจาคจากภายนอกอีก 2 แสนบาท เพื่อนำมาเลี้ยงและดูแลที่ "เกาะสวนสัตว์" เป็นตัวแรก มาตั้งแต่ปี 2551

แม้บาดแผลจากการเหยียบกับระเบิดจะหายแล้ว แต่ก็ทิ้งร่องรอยความบอบช้ำให้พังศรีแพร ไว้ไม่น้อย.
จาก นั้น "พังศรีแพร" ช้างอ่อนวัยกว่า อายุแค่ 30 ปี ที่ทุกวันนี้กลายเป็นช้างพิการขาซ้าย จากการเดินเหยียบกับระเบิดขณะทำงานชักลากที่ จ.ตาก ก็ตามมาอยู่ด้วยกันที่อุทยานลำปลายมาศ ภายใต้การดูแลของชาวชุมชนบ้านไผ่ใหญ่ ที่ไปขอซื้อจากเจ้าของในราคา 3 แสนบาท โดยใช้เงินจากธนาคารชาวบ้านมาเป็นทุน แล้วจ้างควาญช้างที่มีใจรักสัตว์โลกตัวโตๆมาดูแล ด้วยเงื่อนไข ไม่ให้นำช้างออกไปเร่ร่อน "หาเลี้ยงคน" ที่ไหนอีกแล้ว มีแต่จะเชิญชวนคนมาเยือน...เพื่อช่วยกันเลี้ยงช้าง
ทั้งนี้
ภารกิจของผู้มาเยือน ก็ไม่มีอะไรมาก
หากมีเวลาน้อยอยู่แค่หนึ่งคืนกับหนึ่งวัน ก็ไม่ว่ากัน
เพราะทันทีที่มาถึงก็จะได้รับการต้อนรับจากชาวบ้านไผ่น้อย
ด้วยอาหารเย็นจากฝีมือชาวบ้าน
ต่อด้วยการประกอบพิธีบายศรีรับขวัญตามประเพณีท้องถิ่น จากนั้น
ก็แยกย้ายเข้าที่พัก กระทั่งรุ่งเช้า จึงยกโขยงนำ
อาหาร ช้าง หลักๆก็คือ กล้วย ไปให้ นกน้อย และ พังศรีแพร กินถึงที่ ซึ่งจะอาศัยนั่งรถอีแต๊กของชาวบ้าน หรือขอยืมสองล้อมาปั่นเลียบไปตามทุ่งนาหลังหมู่บ้าน ก็ตามแต่อัธยาศัย และหากมีเวลาเหลือ ก็ร่วมด้วยช่วยปลูกต้นไม้ไว้เป็นอาหารของช้างทั้งสอง ก็เป็นอันจบหนึ่งทริป สำหรับการมาช่วยช้าง

ความผูกพันของควาญ (ใหม่) กับช้างนก-น้อย ที่จะอยู่ดูแลกันไปอีกนาน.
การ มาแบบนี้ไม่ต้องคิดอะไรมาก ในเมื่อชาวบ้านบ้านไผ่น้อยและบ้านไผ่ใหญ่ ยอมสละเงินกองทุนมาอุ้มชูช้างกันขนาดนี้แล้ว จะปล่อยให้เป็นภาระของชาวบ้านแต่เพียงลำพังก็กระไรอยู่ ฉะนั้น ใครสนใจอยากไปร่วมดูแลช้าง ตอนนี้ทางสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน เปิดรับอาสาสมัครไปช่วยปลูกต้นไม้และพืช ที่เป็นอาหารช้าง ที่อุทยานลำปลายมาศ พร้อมพักกับชาวบ้านไผ่น้อย ในราคาต่อคืนอาจแพงกว่าที่อื่น เพราะเขาคิด 500 บาท/คน แต่เงินจำนวนนี้จะถูกแบ่งนำเข้าบัญชีดูแลช้าง 200 บาท และ 100 บาท เข้าบัญชีธนาคารหมู่บ้าน ที่เหลือถึงมอบให้เจ้าของบ้าน สนใจโทร.สอบถามไปได้ที่ 0-2229-4611-29

บ้านของชาวบ้านไผ่น้อยที่นำมาทำเป็นโฮมสเตย์.
บางทีการเดินทางท่องเที่ยวครั้งต่อไป ลองเปลี่ยนมาเป็นท่องเที่ยวที่รับผิดชอบต่อสังคมบ้าง...น่าจะดี.











